blog / diary
Set Thai Font


May-Chan: about me


  Latest 10 Blog/Diary
 
   
 
 
 

  Latest 10 Comments
 
   
 
 
 

  Blog Recommended
 
  กระดาษแผ่นเดียว
ครั้งแรกกับสิงคโปร์
Twilight saga: New Moon
สนุกอีกล่ะกับ Nintendo Wii
He's just Not that into You [The Movie]
การมีคนรักก็เหมือน กับ....การมีสัตว์เลี้ยง
ความกระแดะของผู้หญิงทั้ง 7 วัน (พูดขำๆ แต่มันก็จริงนะ)
My Voice: Wakatte ita Hazu (Fushigi Yuugi)
My Cooking: Spaghetti
บทเรียนของฉัน
 
 
 
 

  Say Hi! to Me ^_^
 
 
Name
E-Mail
Emotion
sample
*Please do not type over this box
 
 
 
   
 
 
 

  Search in this Blog
 
 
 
 

  Linking
 
 

My Network:
Wonder May
Toon2Home
Anime Uta
WonderMay Hosting

My Neighbours:
Wonder May
Webmonster's Blog

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

MAY-CHAN's Blog / Diary ^__^
 
 
"Thank you everybody for visit my websites....
Please comment for each blogs. Thanks
"
 
 
 
 

Blog/Diary Categories:
Diary, News, Entertainment, Anime, Knowledge

 
 
 
 
 

มี Series ที่ซื้อไว้แล้วยังไม่ได้ดูอยู่ 2-3 เรื่อง Desperate Housewivespage, Brothers and Sisters, รวมถึง Sex and the City เราตัดสินใจที่จะเลือกดู Sex and the City ก่อน เพราะเป็นซีรีย์เก่าที่อยากดูมานานแล้ว
จริงๆซื้อไว้ร่วมปี ก็ทยอยๆเปิดดูตามแต่โอกาส ถามว่าสนุกไหมก็พอใช้ได้ แต่ไม่ได้ตามติดมากมาย เพราะมันไม่ได้มีหนุ่มดึงดูดเหมือน Gossip Girl, The Vampire Diaries หรือ True Blood อะไรทำนองนี้  แต่ก็นะ มันก็ดูดี มีสาระบ้างในบางครั้ง

ที่สนใจ Sex and the City เพราะซีรีย์เรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจของหนังสือ He's just not that into you ของ Greg Behrendt และ Liz Tuccillo
แล้วหลายๆตอน ส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาจบในตอน เกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ของตัวหลักในเรื่อง
บางทีก็ดูงี่เง่าแบบว่าอะไร รักกันแล้วหรอเนี่ยะ? ไม่ก็ อะไรเลิกกันแล้วหรอเนี่ยะ??
แต่ก็คิดว่ามีหลายๆจุดที่คิดว่าตรงกับชีวิตใครหลายๆคน
ล่าสุด เราได้ดูมาถึงต้น Season 3 ตอน Ex and the City
เป็นช่วงที่แฟนเก่านางเอกกลับมาหลังจากไปทำงานต่างประเทศพักใหญ่ๆ ซึ่งช่วงนั้นก็ห่างๆกันไป
แล้วนางเอกบังเอิญไปเจอที่งานปาร์ตี้พร้อมกับเขาควงสาววัยเอ๊าะมาด้วย ตอนแรกนางเอกทำใจไม่ได้ โกรธ
แต่แล้วชีก็พยายามไม่อยากคิดอะไรมาก อยากเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ก็ชวนไปทานอาหารด้วย
แล้ววันนั้นแหละ หลังจากพยายามปรับตัวคุยกันได้เหมือนเดิม แฟนเก่าก็ดันมาบอกว่า เค้าจริงจังกับสาวเอ๊าะคนนี้ หมั้นกันแล้วด้วย
เท่านี้แหละ นางเอกก็ระเบิดออกมาเลยว่า ไหนคุณบอกไม่ชอบความสัมพันธ์ที่จริงจัง(แบบว่าแต่งงานกัน)อะไรแบบนี้
แล้วกับฉันคบมาตั้ง 2 ปี แต่กับเด็กนั้นคบกัน 5 เดือน ทำไมๆๆๆๆ !!!!!



สุดท้าย อิตาลุงบิ๊ก (แฟนเก่านางเอก) มีการเชิญไปงานหมั้นด้วย
นางเอกคิดอยู่นาน ก็ไป ไปถามอีกครั้งว่าทำไม ถึงไม่เป็นฉัน
ผู้ชายก็พูดไม่ออก ไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่เสียใจ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน !!!??

อืมนะ ดูฉากนี้แล้วเข้าใจนางเอกจริงๆอ่ะค่ะ ไม่รู้จะโทษใครดี
แต่สรุปก็คิดได้ว่า เรื่องของความรักมันไม่มีอะไรตายตัว สามารถปรับเปลี่ยนใจกันได้
แล้วไม่รักก็คือไม่รัก ถ้ารักมันก็ทำได้ทุกอย่างเหมือนตาลุงบิ๊ก บอกจะไม่แต่งงานก็แต่งจนได้
[แต่อ้อ ได้ดู Movie 2 ของเรื่องนี้ เห็นลุงบิ๊กได้แต่งงานกับนางเอกตอนจบ(บริบูรณ์) ก็ไม่รู้กลับมาหานางเอกตอนไหนสินะ เพราะยังดูไม่ถึงตอนจบจริง]

หลายๆคนหวังว่าเค้าจะเปลี่ยนในอนาคต (ไม่ว่าเรื่องอะไรที่แอบๆหวังกันไว้)
แต่เท่าที่สังเกตดูจากคนรู้จัก ทั่วๆไป คนเราสันดานมันแก้ยากอ่ะ อย่าหวังกันเลย
แต่...!! แต่นะคะ เราคิดว่า ก็เปลี่ยนกันได้บ้าง เป็นกรณีพิเศษ ถ้าเขารักและอยากให้คุณมีความสุขจริงๆ
แต่...!! แต่ก็นะ คนส่วนใหญ่มันเห็นแก่ตัว ไม่ใช่พระเอกในหนังในละคร ก็คงหายากหน่อยนะคะ
ทำใจๆค่ะ รับได้ก็ทนๆอยู่กันไป รับไม่ได้ก็เลิกๆกันไปเหอะ เหนื่อยน่ะ

posted: 11/30/2011 14:12:14  
 
 
 
 
 

ภาคเหนือกับภาคอีสาน เป็นอะไรที่พูดได้เต็มปากว่าไม่เคยไปเล้ยจริงๆ เหนือสุดของประเทศน่าจะเป็น สุพรรณบุรี ใต้สุดก็ ภูเก็ต
นับจังหวัดที่เคยไปๆมา ไม่น่าจะเกิน 15-20 เอง ก็รู้สึกเศร้านิดๆนะคะ เกิดเป็นคนไทยทั้งที
ตอนนี้ก็ได้ถึงวัยที่ควรล่อนได้แล้ว ก็พยายามๆจะไปให้ได้ครบทุกจังหวัด

เมื่อเดือนที่แล้วได้ไปสุราษฎร์มา แต่ไม่ได้ไปไหนมากมาย เพราะหลักๆไปตะเวนเม้าท์บ้านญาติกับครอบครัวค่ะ
ได้ไปไหว้พระธาตุฯ กับแวะสวนโมกข์ ก็รู้สึกโอเคแล้ว ที่สวนโมกข์ ณ อาคาร... จำชื่อไม่ได้ อยู่สุดๆทาง
เจอหลวงพี่องค์หนึ่ง อยู่ๆแกก็มาหยุดพูดคุย เทศน์ให้ฟังด้วย พอดีที่ไปมีน้องเด็กๆไปด้วย แกก็สอนเรื่องให้รักพ่อแม่ อะไรทำนองนี้ ก็รู้สึกโชคดีมาก ที่ได้เจอเทศน์สดๆ

แล้วผ่านมาเดือนนึงก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวเชียงใหม่ ขึ้นเหนือครั้งแรก ไปถึงประมาณเที่ยงกว่าจะได้ลง มีเวอร์ชั่นประกาศบอกสนามบินเชียงใหม่ปิด ตูละเครียดเลย ปิดไรอ่ะ แต่ดูแล้ว สงสัยเมฆเยอะ เมฆหนาและกระจายเต็มท้องฟ้า แต่ฝนไม่ตกก็ค่อยยังชั่วหน่อย
ตอนแรกลังเลๆอยู่นานว่าจะเช่ารถขับดีไหม ใจก็ว่าจะเช่า แต่ต่อมา ดูแล้วแพงเว่อร์ๆแถมหนทางดูท่าจะขับลำบาก จะขึ้นเขาด้วยน่ะค่ะ
แต่สุดท้าย เพื่อนที่เชียงใหม่แนะนำว่าเช่ารถดีกว่า ถูกกว่าจ้างเค้าขับ สรุป ก็จริงๆค่ะ ลองเช่าขับ 2 วัน อีก 2 วันเดินเล่นเอา เล่นเอาเหนื่อยค่ะ มีรถขับ หลงทางบ้าง วนผิดบ้างก็ไม่เหนื่อยเท่ากับต้องเดินหาทางเอง

วันแรกไปตะเวนตามวัดในเมืองค่ะ วัดไหนดังๆ ที่เคยได้ยินมาพยายามไปให้ได้หมด น่าจะไปได้สัก 4-5 วัดถ้าจำไม่ผิด
ฝนดันตกช่วงเย็นๆ เลยหยุดกลับเข้าโรงแรมเลย วัดเชียงใหม่มีเยอะมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่ตัวเมืองมีแค่นี้ แต่ทำไมวัดสร้างได้ติดๆๆๆๆกันขนาดนี้ แถมวัดดังๆทั้งนั้นด้วย

ส่วนวันที่สอง แต่เช้าเลย ขับขึ้นดอยสุเทพเองค่ะ ก็พอไหวนะ แต่พอใกล้ๆถึงดอยสุเทพแล้ว ทางชักชวนสยอง
สุดท้ายจอดรถอยู่ที่พระธาตุฯ เจอลุงที่อยู่บ้านแถวนั้น อาสาบอกว่าจะขับพาไปดอยปุยกับพระตำหนักภูพิงค์ฯ ขอ 400 บาท
ตอนแรกก็ลังเล ไม่แน่ใจ แต่สรุปก็ไปกับลุง ก็ดีแล้วล่ะค่ะ ยอมเสียเงินนิดหน่อย เพราะว่าทางต่อไปที่เหลือ ถนนเหลือ 2 เลน แล้วภาพข้างทางชวนสยองมากๆ แคบสุดๆ ขนาดไม่ได้ขับเอง ยังกลัวเลย ถ้าเราดิ้นรนขับมาเอง เราอาจจะจอดค้างตายอยู่ข้างทาง แบบว่าขับต่อไม่ไหว กลัววว..
ไปที่ดอยปุยก่อน ตอนแรกไม่ได้มีดอยปุยอยู่ในแผน ลุงเขาแนะนำก็ไปดูๆ เจอพวกชาวม้งอยู่และมีของขายพวกพื้นบ้านสามารถเดินเล่นได้ประมาณเกือบชั่วโมง ในระหว่างทางเดินในหมู่บ้านนั้น มีพิพิธภัณฑ์ของชาวม้งกับสวนดอกไม้ (ดอกฝิ่นเปล่าไม่แน่ใจ) ให้ได้เก็บภาพสวยๆ ถ่ายรูปเล่นได้ด้วย
สักพักต่อที่พระตำหนักภูพิงค์ ตอนแรกก็ลังเลจะขึ้นรถที่เค้าคิดหัวละ 100 เห็นเค้าบอกระยะทางเดินตั้ง 2 กิโล
แต่สรุปเสียดายตังค์ เดินก็เดิน แล้วพอเดินจริงๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงค่ะ วนรอบแล้ว อิอิ
ขอชมพนักงานเจ้าหน้าที่คอยดูแลดีมาก บอกแนะนำทางตลอด สวนดอกไม้ พระตำหนักสวยดี
ผ่านตำหนักสมเด็จย่าฯ ที่ตรงนี้ เราได้สัมผัสกับก้อนเมฆที่ลอยมาด้วย โอ้วว นานๆจะได้จับก้อนเมฆสักที อากาศกำลังดี เหมือนจะเย็นๆ แต่ไม่ได้หนาวอะไร
แล้วพอออกจะพระตำหนัก ที่ฝั่งตรงข้าม เค้าบอกมีผาอยู่เดินไม่ไกล ก็เลยเดินๆไปดู อยากเห็นหนาผา
ในวันนั้น หมอกหนามากกกกค่ะ คือต้องเดินเข้าไปใกล้จริงๆ ถึงจะเห็นทาง รู้สึกเหมือนอยู่ในหนังฝรั่ง ยิ่งตรงป่าแถวๆหน้าผา บรรยากาศประมาณ Twilight เลย กรี๊ดดดด ตื่นเต้น ไปได้เกือบๆถึงหน้าผามั้ง พอดีไม่กล้าไปต่อ มันชันแล้วก็หมอกหนากลัวถลาตกเหว
สุดท้ายก็ได้แวะมาพระธาตุดอยสุเทพค่ะ ขาขึ้นกลัวเหนื่อยเลยขึ้นลิฟ ขาลงลงบันได
เจดีย์สีทองอร่ามสวยมากๆ แลดูมีมนตร์ขลัง สักการะและชักภาพกันอยู่สักพัก ก็สำรวจรอบๆ แล้วก็กลับค่ะ
ประมาณเที่ยงก็ลงเขาเลย กลัวมืดๆแล้วทางจะขับลำบาก กลับถึงที่พัก พักขาไปหลายชั่วโมง ช่วงเย็นๆถึงได้ไปเดินไนท์บาซ่า
ที่นี่ของขายเยอะมากจริงๆ อยากได้ไปหมด แต่สรุป ก็ไม่ได้อะไรกลับมาเท่าไหร่ แฮ่ๆ

วันที่สาม ช่วงเช้าก็ไปเก็บตกวัดบางวัดที่ยังไม่ได้ไป และก็แวะตลาดวโรรสถึงเที่ยงก็กลับโรงแรม เพราะต้องส่งรถคืนพอดี
ช่วงวันนี้ไม่ค่อยได้ไปไหนค่ะ เหนื่อยจากวันก่อนๆ และไม่มีรถก็ลำบากจริงๆ

วันสุดท้าย เครื่องบินขึ้นช่วงเย็นๆๆ ก็กะจะไปหาที่เดินเล่น ตอนแรกนึกว่าวัวลายจะเปิดเที่ยงๆ เห็นบางคนบอกแบบนั้น
แต่สรุปไปแล้วผิดหวัง เปิดตั้ง 4 โมงเย็น อดค่ะ ก็เลยกลับไปแวะตลาดวโรรสพักนึง แล้วก็เตรียมไปสนามบินเลย จบ...

รู้สึกชอบวันสองวันแรกที่สุด คุ้มค่ามากๆที่ได้ไปเชียงใหม่ และขอชื่นชมคนเชียงใหม่ที่มีน้ำใจ คอยบอกทาง แนะนำโน่นนี่ไม่มีทำท่าเบื่อ
ส่วนการขับรถของคนเชียงใหม่ ค่อนข้างมีน้ำใจมาก แทบจะไม่เคยได้ยินเสียงบีบแตรไล่ หรืออารมณ์โมโหอะไรเลย
จะแซงก็ให้แซง เป็นกรุงเทพฯนะ ขอแซงทีรีบเบียดเลยเชียว แบบว่าโกรธม๊ากมากนี่เลนของฉันนะตัวเอง เหอะๆ

posted: 06/24/2011 10:04:04  
 
 
 
 
 



ตอนแรกเลยวางแผนไว้ตั้งแต่ช่วงปีใหม่กะจะไปสอบก่อนซื้อรถ จริงๆเล็งไว้หลายตัว จากแต่ก่อนเป็นคนไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจเรื่องรถ ตอนนี้รู้จักแทบทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ รู้ว่ามันเป็นยังไง ต่างกันตรงไหน?

ส่วนตัวเรื่อง cc ความแรงเครื่องนี่ไม่ได้สนใจ สนใจพวกออฟชั่น ความพิเศษมากกว่า ก็สนใจรถ hybrid นะคะ
แต่ดูข้อมูลแล้ว ค่าแบตเตอรี่แพงมาก แล้วออฟชั่น ไม่ค่อยมีอะไร นอกจากความ hybrid ก็เลย ไม่เอาดีกว่า ไว้อีก 10 ปี อาจจะเจอกัน อิอิ
สุดท้าย ก็ไปดู Avanza อยู่นาน ชอบรถ 7 ที่นั่ง จุเยอะดี คุยกับเซลล์เตรียมจองแล้วด้วย แต่สรุป พอดีมีเพื่อนแนะนำ March มา ฟังอยู่พักใหญ่ๆ ก็ตัดสินใจเอาเลยก็เอา เปลี่ยนเป็นตัวนี้ดีกว่า
หลักๆ เพราะว่ามันไม่ใหญ่มาก ท่าทางจะเรียนรู้ได้ไว
แล้วอีกอย่าง คิดไปคิดมา ไม่อยากไปเรียนโรงเรียนสอนขับรถ ก็เลยเอารถเล็กๆ มาฝึกขับเอง คล่องแล้วไปสอบดีกว่าด้วยน่ะค่ะ
สุดท้ายก็ได้ตัวนี้มา Nissan March VL CVT SPORT Version

หลังจากถอยมาร์ชี่จังมาได้สักพัก ฝึกหัดขับไปมาอยู่ประมาณ 1 เดือน ระยะทางยังไม่ถึง 1,000 กิโลเลย (ได้เล่นแต่ช่วงวันหยุดเท่านั้น ไม่ได้ขับไปทำงาน) ก็..เอาว่ะ!!!!.. ไหนๆ ก็ไหนๆ ไป "สอบใบขับขี่" สักกะที

คือส่วนตัว ก็ค่อนข้างมั่นใจในฝีมือนะคะ ไม่ได้เก่งแบบปูดปาดๆ แต่ก็ค่อนข้างรู้สึกชิวๆเหมือนชาวบ้านก็ตั้งแต่สัปดาห์แรกแล้ว
ไม่ค่อยเกร็งอะไร อาจจะมีตกใจ ตื่นเต้นบ้าง ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน อย่างเช่น โดนแซงกระทันหัน หรือโดนใครหรืออะไรปาดหน้า อะไรทำนองนี้
แต่ก็นะ อาศัยด่ามันออกมา แล้วจะรู้สึกดีค่ะ ตอนแรกก็คิดว่าเหมือนหยาบคาย เดี๋ยวแม่ย่านางจะไม่ชอบ แต่ก็นะ เข้าใจแล้ว มันช่วยได้จริงๆนะ ถ้าไม่บ่นไรออกมานี่สิ จะรู้สึกเก็บกดไปหน่อย ต้องระบายๆออกมาบ้าง ฮาฮา

ทฤษฏีนี่ แทบไม่รู้อะไรเลย รู้จักแต่ป้ายสำคัญๆ แล้วก็พอรู้วิธีการขับรถที่ดี ที่ถูกต้อง อย่างอื่นไม่ค่อยรู้
ก็หาอ่านๆในเน็ตบ้าง หนังสือบ้าง ประมาณนึง (แต่สรุปที่อ่านไม่ออกสอบ ไปออกอะไรไม่รู้ง่ายมาก)

เราไปสอบที่กรมขนส่งนนทบุรี ได้โทรจองก่อน คิดว่าวันที่เราไปสอบคนต้องไปเยอะแล้วก็จริงๆ
รู้สึกสะใจเล็กน้อยถึงปานกลาง คือตอนที่ไปถึงกรมฯยังไม่เปิดเลย แต่คนมารอเยอะมาก แล้วพอถึงเวลาเค้าก็บอกว่าให้คนที่มาสอบใบขับขี่ยืนแถวซ้าย คนก็มาออเต็มไปหมด เราโดนอิคู่ตัวผัวเมียคู่นึงเบียดตกไป 2-3 อันดับ จากที่ๆเราควรยืน มันมาแซงอย่างหน้าด้านๆ
แต่สักพัก เสียงสวรรค์ออกมา "คนที่โทรมาจองเข้าแถวกลางนะคะ" เราพรวดไปยืนหน้าสุดเลย อิอิ
แล้วก็ปรี๊ดเข้าไปยื่นเอกสารกัน เราเสร็จคนแรก เพราะว่าโทรจอง มันเร็วดีอย่างนี้นี่เอง
นั่งรอสักพักก็เรียกเข้าไปตรวจสมรรถภาพร่างกายวัดสายตาอะไรแบบนี้ พวกโทรจองก่อน ก็ได้ทำก่อนอีกแล้ว
ลุ้นๆเหมือนกัน แต่พออ่านรีวิวชาวบ้านมาบ้างก็พอเข้าใจวิธี ก็ไม่ยากค่ะ สนุกๆ ทำทีเดียว และแปปเดียวจริงๆ

ไม่ถึง 5 นาทีได้มั้ง ก็ให้ขึ้นไปที่ห้องอบรมเตรียมรอฟังบรรยายก่อนสอบ แต่ก็รออยู่พักใหญ่ๆ เพราะคนอีก 100 กว่าคนยังไม่เสร็จ
ต้องให้เสร็จและฟังรวดเดียว ก็เลยแวปไปทานข้าวได้ค่ะ
สักพัก 9 โมงได้มั้ง ก็เริ่มมีบรรยายค่ะ มี vdo มีวิทยาการมาแนะนำให้ฟัง ข้อสอบมีในนี้จริงๆ ไม่ไกลเกินไปกว่านี้
ฟังอยู่ถึง 11 โมง ก็ได้เข้าสอบ (เขาบอกอนาคตจะมีบรรยายเป็น 4 ชม.แทนนะคะ ใครยังไม่มีใบขับขี่รีบไปสอบด่วน)
แล้วก็เรียกเขาไปสอบทีละ 40-50 คน ได้เข้าเป็นกรุ๊ปแรกอีกแล้ว เพราะโทรจอง อิอิ โชคดีจริงๆ

เราทำอยู่แค่ 7 นาทีก็เสร็จ ก็นั่งทวนทั้งหมดอีก 3 นาทีได้
คำนวนพักนึง ก็คิดว่าไม่มั่นใจประมาณ 3 ข้อ แต่อย่างมั่วเลยก็แค่ 2 ข้อ ก็เอาหว่ะ เฉลยเลยเหอะ ก็ได้ 28 เต็ม 30 ค่ะ !!!!
โอ้ว กรี๊ดดดด นึกว่าจะตกข้อสอบสะแล้วเรา อิอิ ^^

ต่อมา ก็พักยาวจนถึงบ่ายโมงค่ะ วันนี้บ่ายโมงครึ่งด้วยซ้ำ เค้าถึงจะเริ่มให้สอบขับจริง
เขาก็มีแสดงให้ดูตัวอย่างก่อนครั้งนึง แล้วพอเค้าบอก เลข 1-40 สอบได้ก่อน ใครพร้อมก็ขับรถเข้ามาได้เลย
เราก็ไปเอารถมา ชลอๆนิดนึง ไม่อยากคนแรก เดี๋ยวจะเด่นไปป้ายแดงด้วย กั๊กๆๆๆๆ
ได้ประมาณคนที่ 7 โอ้ว แม่เจ้า 2 คนก่อนหน้าช้าได้โล่ห์ ช้าตั้งแต่ยูเทรินตอนแรกแล้ว แบบว่าแกแตะคันเร่งบ้างไหมเนี่ยะ เรียกว่าพารถไหลไปสะมากกว่า
แล้วพอชี(ออร์ฮีนี่แหละ ไม่แน่ใจ?)สอบจริง ก็ช้าอย่างที่เห็นจริงๆ นวยมาก กว่าจะเยื้องไปซ้ายทีขวาที
แล้วในที่สุด ก็ไม่รอดทั้งคู่ ประชาชนยืนดู 2 คันนี้อยู่พักใหญ่ เราก็รอจนเกือบไฟหมอด

สักพักถึงตาตัวเอง ก็บึ้งไปในรูเลย แล้วเพียงแค่ถอยหลังเตรียมจะเข้าซองแค่นั้นแหละ ติ๊ดๆๆๆๆๆๆๆ
เสียงเซนเซอร์ถอยหลังดังตลอดเวลา คือตอนนั้นด้วยความโง่จริงๆ เราเข้าใจว่า แปะเทปแล้วเซนเซอร์จะหยุดทำงาน แต่พอได้ยินมันทำงาน เราก็กลัวใหญ่คิดว่า เอ้ย เราปิดไม่ดีหรอ แต่สาบานได้ตอนนั้นไม่ได้สนใจมองเซนเซอร์สักนิด ก็รีบๆๆๆๆทำท่าสอบให้เสร็จๆ กลัวเค้าว่าเอา

พึ่งมาตาสว่างก็วันนี้นี่เอง เพื่อนบอกว่าโดนแปะเทปเซนเซอร์ก็ต้องดังอยู่แล้ว ดังตลอดเวลาเพราะโดนแปะไง เอออ่ะ ลืมตรงนี้ไปเลย
รนแทบตายตอนมันดัง เลยไม่ค่อยได้ตั้งใจสอบเท่าไหร่ กะจะเอาให้งาม นี่ก็เลยรีบๆๆๆๆทำ แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยดี ก็ดีไปนะคะ
ที่เหลือก็ไปเตรียมรอคิวจ่ายเงิน ถ่ายรูป แล้วได้บัตรใบขับขี่ค่ะ 
สนุกสนาน ตื่นเต้นมากมายค่ะ ^__^

posted: 05/03/2011 16:17:15  
 
 
 
 
 

ขอให้ทุกคนมีความสุขทุกนาที ขอให้มีสุขภาพที่ดีทุกวัน ..คุ้นๆแฮะ แต่คิดว่าไม่ได้ไปลอกใครนะคะ คิดเองๆ
ความสุขคนเรามีเท่านี้แหละ ถ้าเริ่มแก่ๆ สุดท้ายแล้ว ถ้าอยากขออะไร ก็ขอแค่ไม่เจ็บไม่ป่วยไม่ไข้ ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐที่สุดแล้วจริงๆ

เมื่อสิ้นปีนึกอะไรสนุกๆได้เลยพาที่บ้านไป countdown ที่กทม. เซ็นทรัลเวิล ไปแบบค้างคืนมีโรงแรมนอนคืนนึง
เราไปพักที่ Baiyork Suite Hotel ที่ตึกใบหยก1 ตึกเก่าๆแล้วแหละ ห้องก็ประมาณนึง แต่ก็ดีค่ะ กว้างใหญ่ไพศาลมากๆ อุปกรณ์พร้อม
ขำมาก คนแถวบ้านถามว่าหอบเสื้อผ้านี่จะไปเที่ยวต่างจังหวัดหรอ? เราบอกเปล่า ไปกรุงเทพฯ ฮาฮา เหมือนบ้านนอกเข้ากรุงเลย
แต่เปล่าหรอก แถวสยามนี้เราผ่านแทบทุกวัน ผ่านตั้งแต่มันยังเป็นดงหญ้า จนมีห้างพารากอน
แล้ววันสิ้นปีนี้เอง เป็นวันแรกที่ได้ไปพารากอน อยากไปถ่ายรูปให้อิ่มสักหน่อย แหม แต่คนเยอะจริงๆค่ะ ที่เดินแทบไม่มี โซนสยามเต็มไปด้วยผู้คน
สุดท้ายไปหยุดพักแถวเซ็นทรัลเวิลอยู่พักใหญ่ๆ จนถึง 4 ทุ่ม ไม่ไหวล่ะ คนเยอะ แทบไม่มีที่อยู่ เลยตัดสินใจไป countdown บนตึกแทน อิอิ
นับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่น่าสนใจมาก แต่ปีหน้าคิดอยู่ว่าอยากไปเที่ยวเมืองที่หิมะบ้างสักที กำลังหาๆประเทศที่น่าสนใจอยู่

ช่วงนี้รู้สึกแปลกๆค่ะ รู้ว่าปีนี้ดวงตกอย่างหนัก ยายเสีย พ่อเสีย ฯลฯ สุขภาพตัวเองก็รู้สึกไม่ค่อยดี
ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมารู้สึกมึนหัว มึนทั้งวัน ไปตรวจ 2 หมอก็บอกว่าเครียด ไม่ก็น้ำในหูไม่เท่ากัน
แต่พอดีแม่เราก็เป็น เพื่อนที่รู้จักเป็น ก็ไปถามๆอาการมา แต่คิดว่าของเรามันต่างจากคนอื่น เพราะเรามันมึน แล้วแถมจี๊ดๆที่ท้ายทอยเหมือนเส้นประสาทมันวิ่ง
สุดท้ายตัดสินใจไปตรวจที่นนทเวช คุณหมอก็เก่งใช้ได้เลย เล่าให้ฟังนิดเดียว แกจับตรวจโน่นเคาะนี้ แกบอกว่าก็เป็น น้ำในหูไม่เท่ากันนั้นแหละ
แต่เหมือนจะหนักกว่า เพราะว่า เราเป็นภูมิแพ้ แล้วเหมือนต่อมอะไรนี่แหละโตขึ้น บวกกับร่างกายไม่ค่อยออกกำลังเลยช่วงนี้ กล้ามเนื้อแถวบ่าคอมันตึงมา
ดูเหมือนกระดูกมันเคลื่อนไปทับเส้นประสาทด้วย ฯลฯ เหอๆ สรุป โดนให้กินมา 7 ชนิดได้ เป็นยาน่าง่วง 3 ตัว =_=''
เซ็งสุดๆ แต่ก็เออ จะพยายามรักษาตัวให้ดีที่สุด ให้มันม้วนเดียวจบ เพราะไม่อยากค้างๆคาๆ เป็นอะไรแบบนี้นานๆ รู้สึกไม่ใช่ตัวเราเองเลยจริงๆ

ความจริงอยากอัพ blog หลายครั้งแล้วล่ะ มีหลายเรื่องที่อยากจะเล่า แต่หาเวลาไม่ค่อยได้สิ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านมาชมเว็บไซต์กันนะคะ ถ้าโอเคขึ้นแล้ว อยากจะทำเว็บใหม่ ไม่อยากพูดเลย พูดมาหลายรอบแล้วก็ไม่ได้ทำสักที แฮ่ๆ

posted: 01/04/2011 15:32:40  
 
 
 
 
 



สถานที่เดิมๆ เมืองเดิมๆ แต่บรรยากาศเปลี่ยน....
เมื่อสิ้นๆเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เราได้พาแม่กับน้องไปสิงคโปร์เป็นครั้งที่ 2 แต่สำหรับแม่เป็นครั้งแรก ไปเที่ยวหน้าฝนตอนปลายก็พึ่งจะรู้สึกได้ค่ะ
ถ่ายรูปมาไม่ค่อยสวยเลย (เออ แต่ก็กล้องก็ไม่ค่อยดีด้วยล่ะ) ภาพเป็นหมอกๆ ตลอด ไปวันแรกๆ โชคดีไม่เจอฝน แต่บรรยากาศค่อนข้างอึมครึ้ม
พึ่งมาเจอฝนวันสุดท้ายแต่ก็ไม่มากมาย แต่อิตอนขึ้นเครื่องสิ เหอๆ จดจำกันไปนานค่ะ เครื่องสั่นสะท้านตลอดทาง แถมมีตกหลุมใหญ่ไปวูบนึง คนตกใจกันทั้งเครื่อง
ข้างนอกหน้าต่างก็ฟ้าฝ่าเปรี้ยงปร้างอยู่ไม่ไกล บรรยากาศนึกถึงหนัง hollywood เกร็งตลอดทางเลยจริงๆ อุตส่าห์ว่าชินกับเครื่องบินแล้วนะ

มาพูดถึงเมืองเค้ากันบ้าง ส่วนใหญ่แล้วก็ไปที่เดิมๆกับคราวที่แล้วค่ะ แต่เพิ่มมาคือ Universal Studio พึ่งเปิดเมื่อต้นปีนี่เอง ตอนไปครั้งที่แล้วยังไม่เปิด
ทำได้ดีมากๆ ตอนแรกนึกว่าจะกว้างใหญ่ไพศาลกว่านี้ แต่ก็โอเคค่ะ เดินกันทั้งวันยังเล่นไม่ครบเลย
ชอบที่เค้าตกแต่งทุกโซนเลยค่ะ ทำได้ดีมากๆ สวย น่าถ่ายรูปทุกจุด คนเยอะแทบทั้งวันขนาดเราเลือกไปวันธรรมดา แถมคนไทยเยอะมาก เดินผ่านเจอตลอด เหมือนอยู่เมืองไทย อิอิ

พูดถึงแต่ละโซนของ USS กันดีกว่า.... อาจจะไล่เรียงไม่ถูกต้อง แต่เอาเป็นไล่ตามที่เราเข้าไปละกันค่ะ
โซนแรก Hollywood จัดบ้านเรือน ร้านค้าเหมือนกับที่นั้น มี Pantages Hollywood Theater โรงละคร/โรงหนัง จัดแสดงเรื่อง Monster Rock ก็ทำดี แต่ไม่ได้ชอบมากมาย ให้ 8/10 ชอบบ้านเรือนมากกว่า ถ่ายรูปสวยดีค่ะ

โซน 2 Madagascar A Crate Adventure อันนี้เหมือนโชว์มันจะปิดอดดู มีแต่เครื่องเล่นม้าหมุนค่ะ ติ่งต่องดี ขนาดแม่เรายังเล่น อิอิ

โซน 3 Far Far Away Castle ปราสาทสูงใหญ่งามมากๆ มี Sherk 4-D Adventure ฮีโร่ตัวเขียว เชรค และเจ้าหญิงฟิโอน่า ในแบบฉบับของหนัง 4 มิติ สนุกดีค่ะ ทำได้ดีมากๆ ให้ 9.5/10
ปล. ถ้าใครเข้าไปตรงในโรงห้ามนั่งตรงกลางเด็ดขาด เพราะเก้าอี้มันจะไม่โยก อดสนุกเลยสิ

โซน 4 The Lost World มีการแสดงโชว์ Water World ตูมตามๆ มีระเบิด มีพลุ มีปืน แต่ส่วนใหญ่ใช้น้ำ ก่อนแสดงมีนักแสดงฝรั่งมาทักทายหยอกล้อคนดู (คนกลางหล่อดี อิอิ) มีที่นั่งให้เลือกใครจะนั่งแบบโดนเปียกมาก เปียกน้อย หรือไม่เปียก
ถ้าเลือกเปียกมาก ไม่ต้องรอนาน แค่ตอนมาทักทายก็โดนนักแสดงเล่นสงกรานต์ใส่เต็มตัวค่ะ 9/10

โซน 5 Ancient Egypt ตกแต่งได้ดี รูปปั้นพวกอียิปต์เหมือนอยู่ที่นั่นจริงๆ เครื่องเล่นหวาดเสียวมากๆ อยู่ในที่มืดๆ แต่โดนเหวี้ยง ขึ้นลงๆ กระชากไปมา
แม่เราโดนหลอกเข้ามาด้วย แต่แกก็ยังไหวค่ะ ยังดีที่เครื่องเล่นนี้เล่นไม่นานมาก พอทน

โซน 6 Sci-Fi City น่าเสียดาย ณ ตอนนั้น เครื่องเล่นหวาดเสียวและสยดสยองที่สุดของ USS ก็ยังไม่เปิด เป็นรถไฟเหาะเกลียวหลายตลบ ดูแล้วน่ากลัวมากๆ
ให้ขึ้นก็ไม่ขึ้นหรอก แต่อยากเห็นคนอื่นเล่น ฮาฮา จึงมีให้เล่นแต่ Accelerator เครื่องเล่นที่นั่งจะคล้ายๆถ้วยกาแฟ และหมุนด้วยความเร็วแต่ไม่มาก

โซนสุดท้าย New York อันนี้ก็ตกแต่งบ้านเรือนเหมือนนิวยอร์ค จุดน่าถ่ายรูปสวยๆ เยอะมาก อยากถ่ายกันเสียทุกช็อต
การแสดง Light, Camera Action! Hosted  ชมการแสดง Special Effect ที่สร้างโดยผู้กำกับชื่อก้องโลก Steven Spielberg อันนี้ทำดีมากๆค่ะ อลังการงานสร้างสมกับเป็นสตีเฟน ห้ามพลาดเชียว!! 10/10

คือ แค่ไปเที่ยว USS วันเดียวก็เหนื่อยแล้วค่ะ 2 วันหลังเลยร่อนเร่ เดินไม่ไกลจากที่พักมากนัก ได้ไป Little India กับ Bugis แต่อดไป Orchard แบบว่าไม่ไหวแล้วจริงๆ เราปวดหัวจี๊ดๆ ขึ้นมากระทันหัน น่าจะเป็นเพราะ ตอนแรกเราตกลงกันว่า เป็นในแผนที่มันไม่ไกลก็เลยจะเดินไปตามที่ต่างๆเอา ไม่อยากขึ้นรถไฟฟ้า
แต่พอเอาเข้าจริง มันก็ไกลพอตัว แต่ไม่ไหวเพราะต้องใช้สมองคิดๆๆๆๆตลอดทาง สังเกตโน่นนี่ตลอด เลยทำงานหนักไปหน่อยน่ะค่ะ

มาสิงคโปร์ครั้งนี้ไม่ค่อยประทับมากนัก (ชอบ USS อย่างเดียว) นอกนั้น รู้สึกว่าผู้คนและบรรยากาศยังไงไม่รู้ค่ะ
คนที่นี่สูบบุหรี่จัดจริงๆ ผู้หญิงนี่ก็กล้าสูบแบบไม่อายใคร บางคนก็ดูเป็นผู้ดี ไม่ใช่ผู้หญิงอย่างว่า แต่ชีก็มั่นที่จะยืนสูบจังกล้าแบบไม่หวั่นสายตาใคร
อาจจะเป็นเรื่องนี้ด้วย เวลาที่เดินทางผ่านไปที่ต่างๆ คนยืนสูบบุหรี่ตลอดทาง ได้กลิ่นแล้วปวดหัวค่ะ
อีกเรื่อง ขอประจาน พวกอิแขกแห่งห้าง Mustafa ตรงหน้าเคาเตอร์เก็บเงิน เตรียมจะโกงกันหน้าด้านๆ ทำเป็นถอนขาดไป 50 เซนต์
เรายังไม่คุ้นกับหน้าตาเหรียญบ้านมันก็ยืนนับแล้วนับอีก งงๆ สักพักเชื่อล่ะ มันถอนขาด ไปทวง มันก็รีบมาคืนให้ทันทีแบบไม่ทวงถามว่าอะไร ยังไง ทำไม?
ดังนั้น รู้เรื่องเลยว่า "ตั้งใจ" โกง
แล้วตอนไปขอ Refund Tax เป็นอิแขกอีกล่ะ ชีทำแบบหงุดหงิดตลอดเวลา ทำเสียงออกมาจากไรฟันตลอด "จิ๊กๆๆๆ" (พอนึกเสียงออกไหม?)
เราไม่อยากอะไรมาก เพราะเดี๋ยวไม่ได้เงินเลยทำเฉยๆไปก่อน เราก็ไม่แน่ใจว่ามันเห็นเราเป็นคนไทยหรือไง?
แต่สรุป ดูๆไปแล้ว ฝรั่งหล่อๆ มันก็ทำ คิ้วนี่ขมวดตลอดเวลา ตอนทำให้ตาแขกชาวอินเดียมันก็ทำบ้างนะ แต่พอเค้าทำชวนคุยชมๆ ดีๆ ชีก็เริ่มยิ้มได้
อินี่ ไม่รู้หงุดหงิดอะไร? ผัวไปมีเมียน้อยอยู่รึเปล่าไม่ทราบ? น่าสงสารๆ เหอๆ

ตอนขากลับตั้งใจไว้หลายอย่าง อยากซื้อลูกชิ้นปลา แล้วหมูแผ่นกลับ แต่สรุป ไม่ได้อะไรเลย เพราะปวดหัวอยู่ ไม่มีอารมณ์เดินมากมาย
ก็เสียดายประมาณนึง แต่ก็ดีแล้วค่ะ เพราะมาใส่ของขากลับกระเป๋าแทบปริ ที่เก็บไม่ค่อยจะพอ
รอบนี้ ได้ช็อคโกแล็คมาเยอะเลย แล้วก็ได้กระเป๋ามาตั้ง 3 ใบ ไม่ได้ยี่ห้อมากมาย แต่หนังดูดีนิ่มดีค่ะ
อ้อได้น้ำหอมมา 2 ขวด กะว่าจะไม่ซื้อ แต่ดันซื้อ ไปดมแล้วหอมมาก ถูกใจ มี Versace Pour Femme หอมอ่อนๆ หวานๆ กับ Moschino Cheap & Chic กลิ่นเหมาะกับสาวเปรี้ยวๆ แนวๆ ไว้ใส่คนละโอกาสกัน อิอิ

posted: 11/02/2010 11:34:54  
 
 
Copyrights © 2001-2008 All rights reserved by MAY-CHAN ::: Email: webmaster@wondermay.com ::: Msn: wondermay004@hotmail.com ::: Icq: 85504365