#
PART 1
เรเจิล
ดักลาส หนุ่มหน้าใสวัย
20 ปีและมือปืนฝีมือดีที่สุดในสังกัดของแก๊งค์อิทธิพลแก๊งหนึ่งของลาสเวกัส
ชื่อของเขาเป็นที่หวาดกลัวในด้านมืดของเมืองแห่งคาสิโนในฐานะมัจจุราจแห่งความตายผู้สยบมือปืนระดับพระกาฬมาแล้วนักต่อนัก
จุดหักเหของชีวิตมาถึง
ณ วันหนึ่งในต้นฤดูใบไม้ร่วง เมื่อแก๊งที่เรเจิลสังกัดอยู่ถูกทำลายลงอย่างราบคาบในการต่อสู้แย่งชิงเขตอิทธิพลระหว่างแก๊งค์อันธพาลด้วยกัน
เรเจิลหลบหนีการไล่ล่าทั้งจากแก๊งคู่อริและเอฟบีไอที่รอคอยเก็บกวาดซากเหลือเดนของผู้แพ้
มาจนถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐยูทาห์ ที่นั่นเขาได้งานทำเป็นช่างซ่อมรถยนต์ในอู่เล็กๆ
แห่งหนึ่ง เรเจิลรักชีวิตที่สงบและร่มเย็นของชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้
ประกอบกับตัวเขาตั้งใจจะถอนตัวจากวงการอาชญากรรมอยู่นานแล้ว เขาจึงตัดสินใจลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านนี้
และแปลงโฉมหน้าของตัวเองจนกลายเป็นคนใหม่ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อใหม่ว่า
บิลลี่ คิดแมน (หรือชื่อเล่นว่า บิลลี่เดอะคิด)
ระหว่างที่เริ่มต้นชีวิตใหม่นั้นเอง
เรเจิลได้มีโอกาสรู้จักกับ ฟีน่า อเล็กเซีย หนูน้อยวัย 8 ขวบ ขณะที่กำลังเดินเล่นรับลมในเช้าวันหนึ่ง
นับจากวันนั้น ทั้งคู่ก็ได้เจอกันอีกหลายครั้ง เรเจิลประทับใจในความรักต่อทุกสิ่งและนิสัยช่างคิดช่างฝันของฟีน่า
และฟีน่าเองก็ประทับใจในความอบอุ่นอ่อนโยนของ "บิลลี่"
ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนกันในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งๆ ที่อายุห่างกันร่วม
10 ปี
เหตุการณ์เป็นไปเช่นนี้ร่วม
2 เดือน ชาวบ้านต่างรู้กันทั้งหมู่บ้านถึงความสนิทสนมระหว่างเพื่อนต่างวัยคู่นี้
ระหว่างนั้นเอง เรเจิลได้มีโอกาสรู้เรื่องราวชีวิตอันขมขื่นของฟีน่า
ที่ถูกพ่อแท้ๆ ของเธอทำทารุณอย่างโหดร้ายทุกวันเนื่องมาจากความตายของภรรยา
(แม่ของฟีน่า) หลังจากให้กำเนิดลูกสาวของเธอไม่นาน เรเจิลโกรธและไม่พอใจต่อสิ่งที่เขาได้ยินและท่าทางเฉยเมยของชาวบ้านที่นิ่งดูดายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นมาก
เขานึกอยากจะพาฟีน่าออกจากบ้านหลังนั้นมาใช้ชีวิตอยู่กับตนเสียเลย
แต่จนใจที่ตัวเองยังมีความผิดในฐานะอาชญากรชั้นหนึ่งของลาสเวกัสเป็นชนักปักหลังอยู่
เขาเกรงว่าถ้าพลาดพลั้งอะไรไปแล้ว ฟีน่าอาจต้องพลอยฟ้าพลอยฝนติดร่างแหไปกับตนด้วย
ที่เรเจิลทำได้ก็เพียงแค่คอยดูแลและเป็นห่วงฟีน่าในฐานะเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น
จวบจนวันหนึ่งในเดือนตุลาคม
อันเป็นเดือนเกิดของฟีน่า เรเจิลซื้อสร้อยลูกปัดทำจากหินปะการังสีสวยงามเส้นหนึ่งให้กับฟีน่าเป็นของขวัญวันเกิด
ฟีน่าดีใจกับของขวัญชิ้นนี้มาก และตั้งใจจะนำกลับบ้านด้วยกัน แต่เรเจิลห้ามเอาไว้
เพราะกลัวว่าถ้าพ่อของฟีน่ามาเห็นเข้า ฟีน่าอาจถูกลงโทษได้ จึงเสนอตัวจะเก็บเอาไว้ให้เอง
ฟีน่าแม้จะรู้สึกเศร้าใจแต่ก็ตอบตกลง ในคืนวันเดียวกันนั้น เรเจิลกลับถึงอพาร์ตเมนท์ที่พักตามปกติ
และหยิบกล่องใส่สร้อยคอออกมาจะเก็บ เขาตกใจมากเมื่อในกล่องไม่มีสร้อยคอลูกปัดอยู่เลย
เรเจิลรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น และนึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา เขาออกจากอพาร์ทเมนท์แล้วบึ่งตรงไปยังบ้านของฟีน่าทันที
ภาพที่เห็นทำให้เรเจิลถึงกับตะลึงตัวแข็งพูดอะไรไม่ออก
ฟีน่า เด็กน้อยวัยเพียง 8 ขวบมีรอยแผลถูกฟาดด้วยฝ่ามือจนยับเยินไปทั้งตัว
นอนอยู่ท่ามกลางเศษซากของสร้อยลูกปัดที่เขาให้ เขาเดินเข้าไปหาฟีน่าพร้อมกับดึงตัวเธอเข้ามากอดไว้จนแน่น
สภาพอันน่าสงสารของฟีน่า ทำให้เรเจิลหวนนึกถึงอดีตอันเจ็บปวดที่ต้องทนดูน้องสาวถูกพ่อแท้ๆ
ทุบตีจนตายเมื่อ 10 ปีก่อน โดยที่เขาไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้เลย บาดแผลอันเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชญากร
กำลังหวนมาคุกคามเขา ปลุกความชั่วร้ายในตัวเขาขึ้นมาอีกครั้ง
" แกได้แต่ยืนดูอีกแล้วงั้นรึ " เจ้าตัวความชั่วตั้งคำถามกับเขา
"
แกได้แต่นิ่งเฉยอีกแล้วงั้นรึ "
ไม่มีทาง... เรเจิลลงใจได้ทันที เขาจะไม่มีวันให้ความผิดพลาดเช่นเดิมเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง
เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะปกป้องความสุขของฟีน่าไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม...
เรเจิลพาฟีน่ากลับมาที่อพาร์ทเมนท์ของเขาและให้ฟีน่าอยู่ด้วยกัน
พ่อขี้เมาของฟีน่ารู้เรื่องเข้าก็ตามไปอาละวาดฟาดหัวฟาดหางเอากับอู่ซ่อมรถที่เรเจิลทำงานอยู่
เรเจิลปรากฏตัวต่อหน้าพ่อของฟีน่าอย่างไม่สะทกสะท้านพร้อมกับชี้นิ้วด่ากราดใส่อย่างเผ็ดร้อน
พ่อฟีน่าโกรธมากและทำท่าจะเล่นงานเรเจิลเข้าให้ แต่ด้วยดีกรีอดีตมือปืนองครักษ์ของเจ้าพ่ออิทธิพลแห่งลาสเวกัส
เรเจิลอัดพ่อของฟีน่าจนล้มไม่เป็นท่า
ฝ่ายพ่อของฟีน่าเมื่อรู้ว่าตัวเองสู้อีกฝ่ายไม่ได้
ก็วิ่งแจ้นไปหาตำรวจในเมือง แจ้งความเอากับเจ้าหน้าที่ร้อยเวรว่าเรเจิลล่อลวงลูกสาวของตนไปกักขังเอาไว้และไม่ยอมปล่อยตัวออกมา
ร้อยเวรต้องตกตะลึงเมื่อรูปพรรณของคนร้าย "บิลลี่ คิดแมน"
นั้นใกล้เคียงกับอาชญากรหลบหนี "เรเจิล ดักลาส" อย่างน่าประหลาด
และก่อนที่ใครจะทันรู้อะไร กำลังตำรวจนับสิบนายก็มุ่งตรงมายังอพาร์ทเมนท์ของเรเจิลทันที
ฝ่ายเรเจิลนั้นเดาได้แต่แรกแล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ จึงพาฟีน่าหลบหนีออกมาเสียก่อน
ทำให้พวกตำรวจหาตัวเขาไม่เจอ
เพียงชั่วข้ามคืน
ชื่อและใบหน้าของเรเจิลถูกออกอากาศไปทั่วรัฐยูทาห์ในฐานะอาชญากรหลบหนีและผู้ร้ายลักพาตัว
ความเป็นอาชญากรร้ายแรงของเรเจิลทำให้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับเล่นข่าวนี้กันอย่างสนุกมือ
ละเลงลงไปทั้งเรื่องจริงและเรื่องที่ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาเพื่อขายความอยากรู้อยากเห็นให้ประชาชนอยากติดตามต่อเท่านั้น
ชาวยูทาห์และรัฐใกล้เคียงที่อ่านข่าวต่างมองเรเจิลเหมือนเป็นปีศาจปีศาจร้าย
ต่างรุมประณามสาปแช่งการกระทำของเรเจิลโดยไม่มีใครรู้ความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์เลย
มีเพียงผู้เดียวที่มองเรื่องนี้อย่างเป็นกลางที่สุด
นั่นคือ วิลเลี่ยม มิลลิเซน ดักลาส เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์วัย
69 ปีผู้เป็นพ่อบุญธรรมของเรเจิล แม้จะตัดญาติขาดอีโต้กันไปตั้งแต่สมัยที่เรเจิลเลือกเส้นทางอาชญากร
แต่บิลลี่ก็รู้นิสัยของลูกชายดีพอที่จะรู้ว่า คนอย่างเรเจิลไม่มีวันใช้วิธีจี้ตัวประกันเพื่อหลบหนีการตามล่าอย่างเด็ดขาด
โดยเฉพาะเมื่อตัวประกัน "เป็นเด็ก" ความสงสัยในใจของบิลลี่ถูกคลี่คลายลงเมื่อเสียงโทรศัพท์ในห้องรับแขกดังขึ้น...
พวกตำรวจตั้งด่านตรวจอย่างเข้มงวดบนถนนทุกสายที่ออกจากรัฐยูทาห์
โดยเฉพาะเส้นทางสู่เท็กซัสอันเป็นทางเชื่อมต่อกับชายแดนเม็กซิโก
เนื่องจากเชื่อว่าเรเจิลคงคิดหาทางหลบหนีออกนอกประเทศมากกว่าจะเสี่ยงหนีวนอยู่ในอเมริกา
โดยไม่รู้เลยสักนิดว่าชายหนุ่มได้กำหนดหนทางหนีของตนไว้อย่างคาดไม่ถึง
เป้าหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่การหนีออกนอกประเทศเพื่อหนีคดี แต่เป็นการพาตัวฟีน่าไปจากพ่อใจร้ายของเธอตลอดไปต่างหาก
และสถานที่เดียวที่เขาวางใจได้ก็คือ ฟาร์มปศุสัตว์ของวิลเลี่ยม พ่อบุญธรรมของเขานั่นเอง
เรเจิลติดต่อหาอดีตลูกน้องคนสนิทที่เหลือรอดจากการล้างบางแก๊งอาชญากรในตอนนั้น
โดยนัดหมายให้ลูกน้องคนนั้นมารับตัวเขา ณ จุดนัดพบแห่งหนึ่ง แล้วนั่งรถเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
จนถึงแคลิฟอเนียร์ ที่ซึ่ง
การณ์กลับตาลปัตร
เมื่อข่าวการหลบหนีของเรเจิลไปเข้าหูของ เจเร็ค มือปืนคู่ปรับคนสำคัญของเรเจิลในอดีต
เจเร็คต้องการแก้แค้นเรเจิลที่ทำตาซ้ายของตนบอดในการดวลปืนกัน จึงส่งลูกน้องหลายสิบคนพร้อมอาวุธครบมือไปดักเล่นงานเรเจิลระหว่างเส้นทางไปยังจุดนัดพบทางตอนเหนือของรัฐเนวาดา
แม้จะมีแค่ปืนแมกนั่มกระบอกเดียว
แต่เรเจิลก็สามารถจัดการกับลิ่วล้อของเจเร็คได้ไม่ยากด้วยฝีมือแม่นปืนดุจเทพยดา
อย่างไรก็ตาม เรเจิลก็ไม่อาจต่อสู้กับศัตรูจำนวนมากกว่าถึงสิบเท่าไปพร้อมๆ
กับป้องกันอันตรายให้ฟีน่าในเวลาเดียวกันได้ ท่ามกลางเสียงดวลปืนสนั่นหวั่นไหวนั้นเอง
ฟีน่าก็ถูกเจเร็คจับตัวไปต่อหน้าต่อตาโดยที่เขาไม่อาจเข้าป้องกันได้ทัน
เรเจิลจัดการกับเหล่าลิ่วล้อจนหมด แล้วไล่ตามเจเร็คไปอย่างบ้าคลั่ง
เรเจิลตามเจเร็คไปจนถึงลานกว้างที่มีหิมะปกคลุมเต็มไปหมด
เจเร็คเยาะเย้ยเรเจิลที่ตกต่ำจากมือปืนอันดับหนึ่งแห่งลาสเวกัสมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กอ่อนแห่งยูทาห์
พร้อมกับท้าดวลกับเรเจิลอีกครั้ง เรเจิลจำต้องรับคำท้าอันนั้น ศึกสุดท้ายระหว่างมือปืนถอนตัวและมือปืนอันดับหนึ่งคนใหม่จึงเริ่มขึ้น
ท่ามกลางดงกับระเบิดหลายร้อยลูกใต้พื้นหิมะ โดยมีชีวิตของฟีน่าเป็นเดิมพัน
การต่อสู้ชิงไหวชิงพริบเป็นไปอย่างดุเดือด
ท่ามกลางเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว และเสียงแผดคำรามของปืนในมือทั้งสองฝ่าย
ครั้งแรกเรเจิลทำท่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อไม่คุ้นเคยกับการต่อสู้ท่ามกลางดงกับระเบิดที่ต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว
แต่ด้วยไหวพริบและความเก๋าเกมในฐานะมือปืนอันดับหนึ่ง เรเจิลจึงสามารถเอาชนะเจเร็คได้ในที่สุด
เสียงปืนและเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวเรียกความสนใจเหล่าตำรวจให้มารวมกัน
เรเจิลอุ้มฟีน่าขึ้นมา แล้วรีบหนีออกจากที่นั้นทันที
เสียงไซเรนรถตำรวจดังขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เรเจิลอุ้มฟีน่าเดินไปยังจุดนัดพบกับลูกน้อง
ท่ามกลางพายุหิมะจากเทือกเขาร็อกกี้ที่พัดกระหน่ำ และหยาดเลือดจากบาดแผลที่ไหลรินบนพื้นหิมะ
เรเจิลได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับเจเร็ค แต่เขาก็ยังฝืนทนความเจ็บปวดพาฟีน่าหนีออกมา
เพราะรู้ดีว่าหากทิ้งฟีน่าไว้ที่นั่นแล้ว เธอคงต้องถูกส่งกลับไปให้พ่อใจร้ายทุบตีจนตาย
เหมือนอย่างน้องสาวของเขาเอง อย่างแน่นอน ดังนั้น เขาจะไม่ทิ้งฟีน่าไว้เด็ดขาด
เขาจะต้องพาเธอตรงไปยังจุดนัดพบให้ได้ ไปสู่สถานที่อันอบอุ่นยิ่งกว่าสถานที่นี้
"
ไปอยู่ด้วยกันที่ฟาร์มของพ่อพี่นะ " เรเจิลพึมพำอย่างแผ่วเบา
ขณะที่ภาพตรงหน้าเริ่มเลือนลางลงทุกที
" ฟาร์มใหญ่เบ้อเริ่มเลยละ มีทั้งม้า ทั้งวัว ทั้งไก่ อยู่เต็มไปหมด
ทุกตัวเป็นเพื่อนของพี่หมดเลย ถ้าเป็นฟีน่าละก็คงเข้ากันได้แน่ๆ
"
" เลี้ยงกระต่ายด้วยได้มั้ยคะ? "
" ได้สิ... " เรเจิลตอบ เสียงของเขาค่อยเบาลงทุกที "
ตอนกลางวันเราจะช่วยพ่อเลี้ยงวัวเลี้ยงม้า แล้วพอเวลาว่างก็ไปช่วยกันเลี้ยงกระต่ายของเรา....
"
ไม่มีใครดูถูกเรา...
ไม่มีใครมาทำร้ายเรา...
ห้วงคำนึงสุดท้ายของเรเจิลขาดลงพร้อมกับล้มลงกับพื้นหิมะ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสงบและบริสุทธิ์ราวผู้ถูกปลดปล่อยจากคำสาป
ขณะที่เฝ้ามองรอยยิ้มของน้องสาวผู้จากไปเมื่อ 10 ปีก่อนมาลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า...
ฤดูใบไม้ร่วงในอีก
8 ปีต่อมา...
หลังการสู้คดีที่ยาวนานกว่า 5 ปี ในที่สุดศาลก็ตัดสินเพิกถอนสิทธิในการเลี้ยงดูฟีน่าจากพ่อของเธอ
และมอบสิทธิ์นั้นให้กับวิลเลี่ยมแทน บัดนี้ฟีน่ามาอยู่กับวิลเลี่ยมในฐานะหลานสาวได้
3 ปีแล้ว กาลเวลาที่ผันผ่าน เปลี่ยนหนูน้อยฟีน่าให้กลายเป็นเด็กสาววัย
16 ผู้น่ารักและอ่อนหวาน ความเป็นคนสวยทำให้มีชายหนุ่มมากหน้าหลายตามาติดพันฟีน่า
(แม้จะต้องเสี่ยงกับลูกซองแฝด 9 เม็ดในมือของวิลเลี่ยมก็ตาม) แต่ฟีน่าไม่เคยสนใจใคร
เธอยังคงรำลึกถึงเรเจิล ชายผู้เปลี่ยนชีวิตของเธอเมื่อ 8 ปีก่อนอยู่ไม่คลาย
ถึงแม้จะรู้เต็มอกว่าเขาและเธอจะอยู่กันคนละโลกแล้วก็ตาม...
คืนหนึ่งหลังจากกลับจากเรียนวิชาสุดท้าย
ฟีน่าก็ถูกล้อมโดยกลุ่มอันธพาลประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งจ้างมาโดยเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มาติดพันเธอ
แต่เธอไม่เล่นด้วย ขณะที่กำลังจะถูกฉุดไปขึ้นรถนั้นเอง
" ปล่อยเด็กคนนั้นซะ "
เสียงทุ้มเรียบของชายวัย 20 ปลายๆ ในชุดโอเวอร์โค้ทสีดำหม่นๆ ดังขึ้น
เหล่าอันธพาลต่างหัวเราะก๊ากเมื่อเห็นชายวัยกลางคนท่าทางกระจอกงอกง่อยมาชี้นิ้วสั่งตน
เสียงหัวเราะเงียบลงฉับพลันเมื่อชายผู้นั้นชักปืนออกมาลั่นไกโป้ง
ส่งปืนในมือพวกมันหลุดไปหมุนคว้างกลางอากาศ
อันธพาลยกโขลงแหกปากร้องอย่างหวั่นกลัว
พร้อมวิ่งหนีไปในพริบตา เหลือแต่เพียงฟีน่ากับชายวัยกลางคนผู้นั้น
ฟีน่ายืนตัวแข็งกับที่เมื่อได้สัมผัสน้ำเสียงและดวงหน้าซึ่งคิดถึงและโหยหาอยู่เสมอมา
ดวงหน้าที่เธอไม่นึกฝันว่าจะได้พบเห็นอีกตลอดชาตินี้
" ในที่สุดเราก็ได้พบกันอีกนะ ฟีน่า "
ชายกลางคนเบื้องหน้านี้คือเรเจิลนั่นเอง เรเจิลเล่าให้ฟีน่าฟังว่า
ในตอนนั้นเขาพาฟีน่าไปยังจุดนัดพบสำเร็จก็จริง แต่บาดแผลสาหัสบนร่างทำให้เขาเสียเลือดมากจนหมดสติไป
ลูกน้องของเขารีบพาเขาส่งโรงพยาบาลเถื่อนแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย
และหมอก็ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิดทั้งๆ ที่เสียเลือดไปมากถึง
2000 ซีซี (มนุษย์เรามีเลือดอยู่ในตัว 2800 ซีซี) แต่ถึงแม้จะพ้นขีดอันตรายแล้ว
เรเจิลก็ไม่ฟื้นคืนสติเนื่องจากกระสุนนัดหนึ่งทะลุเข้าไปฝังในตับ
ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้ และหมอก็ไม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนตับให้เรเจิลได้ด้วยเนื้อเยื่อของเขาเป็นแบบพิเศษที่ต้องหาเนื้อเยื่อพิเศษด้วยกันมาแทนที่
เรเจิลต้องอยู่ในสภาพเจ้าชายนิทราและอาจไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก วิลเลี่ยมไม่คิดว่าเรเจิลจะมีโอกาสรอดชีวิตภายใต้เปอร์เซ็นต์สำเร็จที่น้อยขนาดนี้
จึงได้ส่งเรเจิลไปรักษาที่โรงพยาบาลในรัฐอื่น แล้วบอกกับฟีน่าว่าเรเจิลได้ตายไปแล้วเพื่อไม่ให้ฟีน่าต้องเสียใจมากไปกว่านี้
แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นในอีก 8 ปีต่อมา เมื่อโรงพยาบาลสามารถหาตับที่มีเนื้อเยื่อพิเศษตัวนั้นมาเปลี่ยนให้เรเจิลได้สำเร็จ
ความจริงข้อนี้รู้กันเฉพาะเรเจิลและวิลเลี่ยมเท่านั้น เพราะระหว่างที่เรเจิลรักษาตัวอยู่นั้น
ฟีน่าเกิดเป็นไข้สูงจากการเดินฝ่าพายุหิมะ จนได้แต่นอนซมอยู่กับเตียง
ฟีน่าจึงไม่รู้ความจริงเรื่องนี้เลย
เรเจิลดึงตัวฟีน่าเข้าไปกอดไว้แล้วพูดว่า
" ตลอดเวลาที่ฉันอยู่ในความมืดนั้น ฉันได้แต่ภาวนาถึงเธอ
พยายามส่งความรู้สึกทั้งหมดในใจไปถึงเธอเป็นครั้งสุดท้าย แล้ววันหนึ่ง
ฉันก็ได้เห็นใบหน้าของมาริเอล (น้องสาวของเรเจิลที่เล่าไปในตอนต้นเรื่อง)
ฉันถามเธอว่าเธอมารับฉันไปแล้วอย่างนั้นรึ แต่เธอกลับส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย
แล้วบอกให้ฉันกลับไปเสีย กลับไปเพื่อดูแลคุ้มครองคนสำคัญของฉันตลอดไป....
"
ฟีน่ากอดเรเจิลไว้ทั้งน้ำตา
ท่ามกลางสายลมยะเยือกแห่งฤดูใบไม้ร่วง ณ สถานที่ที่เวลาแห่งความสุขได้หวนคืนมาอีกครั้ง
แม้จะมีอุปสรรคหรือความเศร้าใดๆ ก็ตาม พวกเขาก็จะฝ่าไปด้วยกัน จะหัวเราะจะร้องไห้ด้วยกัน
และจะอยู่ด้วยกัน... ตลอดไป...